วันอาทิตย์ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2559

การเลือกอุปกรณ์ประกอบคอมพิวเตอร์

สวัสดีค่ะ มาพบกันอีกแล้ว ...
คราวนี้จะมารีวิวถึงการเลือกอุปกรณ์ประกอบคอมพิวเตอร์โดยแบบที่ 1. สำหรับ โฮมออฟฟิศ ในราคา 17,500 บาท และ อัพเกรดเป็น แบบที่ 2. สำหรับ เริ่มต้นเล่นเกมมือใหม่ ในราคา 21,000 บาทค่ะ 

ก่อนอื่นเราต้องพิจารณาในการเลือกซื้อคอมพิวเตอร์ ซึ่งเป็นขั้นตอนสำคัญที่เราควรต้องทำความเข้าใจก่อนศึกษาเรื่องอื่น โดยสิ่งที่ควรพิจารณานั้น นั่นก็คือ


ในการกำหนดระดับการใช้งานเครื่องคอมพิวเตอร์ที่เหมาะสม ก็จะทำให้เราได้สเปคเครื่องที่ตรงกับความต้องการ ไม่สูงหรือต่ำจนเกินไปค่ะ


สำหรับในครั้งนี้นะคะที่จะมารีวิวก็ได้มีการกำหนดงบประมาณไว้ด้วย งั้นเรามาดูแบบแรกกันก่อนนะคะ ...

แบบที่ 1. สำหรับ โฮมออฟฟิศ ในราคา 17,500 บาท

สำหรับโฮมออฟฟิศ ก็จะเป็นเครื่องพีซีสำหรับผู้ใช้ที่ชอบติดตามเทคโนโลยีใหม่ๆ มีการใช้งานหลากหลายเช่น ตกแต่งภาพกราฟิกส์ งานเขียนโปรแกรม เล่นเกม ดูหนัง/ฟังเพลง มีการลงซอฟต์แวร์ใหม่ๆ เพื่อทดลองการใช้งาน อีกทั้งยังเหมาะกับกลุ่มผู้ใช้ที่ต้องการความคล่องตัวในการทำงาน เครื่องที่ตอบสนองเร็วทันใจ ไม่ช้าจนน่ารำคาญค่ะ



จากภาพด้านบน ได้ทำการจัดสเปคเอาไว้แล้วในราคา 17,070 บาท ยังอยู่ในงบประมาณนะคะ ><
ต่อไปจะเป็นรายละเอียดเกี่ยวกับอุปกรณ์ต่างๆที่ได้เลือกไว้
1.CPU 
CPU ที่เลือกคือ INTEL Pentium G4400 3.30 GHz ราคา 2,180 บาทที่เลือกรุ่นนี้ก็เพราะว่า สำหรับโฮมออฟฟิศอาจจะใช้งานคอมพิวเตอร์แบบปกติ พิมพ์งานเอกสาร กราฟิกนิดหน่อย การใช้ซีพียูตระกูลรุ่นเล็กอย่าง Sempron, Athlon จาก AMD หรือ Pentium, i3 จาก Intel ก็ดูจะเพียงพอแล้วซึ่งราคาไม่แพงด้วยค่ะ

รายละเอียด


2.Mainboard หรือ Motherboard

Mainboard หรือ Motherboard ที่เลือกคือ ASUS H110M-K D3 ราคา 2,300 บาทเมื่อเลือก cpu แล้ว ก็ต้องเลือกเมนบอร์ดให้เข้ากับ cpu ด้วยนะคะ cpu ที่เลือก socket จะเป็น LGA1151 เมนบอร์ดที่เลือกก็ต้องรองรับ socket  LGA1151 เช่นกัน

รายละเอียด
3.RAM
เป็นของ KINGSTON Hyper-X Fury DDR3 8GB 1866 (4GBx2) Black ราคา 1,340 บาท
สำหรับการเลือกแรมนั้นจะมีสองส่วนที่ควรพิจารณา ได้แก่บัสหรือความเร็วของแรม จะมีตั้งแต่ 1600, 1866 หรือ 2400 MHz สำหรับ DDR3 ซึ่งบัสที่สูงขึ้นก็แลกมาด้วยราคาที่สูงตามไปด้วย ซึ่งแรมที่มีค่า MHz สูง ๆ ก็เหมาะกับการใช้งาน งานที่ต้องการถ่ายโอนข้อมูลจำนวนมากระหว่างแรมเช่นงานตัดต่อวิดีโอ งานด้านกราฟิก และต้องเลือกให้เข้ากับเมนบอร์ดด้วยค่ะ RAM ที่เลือกเป็น DDR3 8 GB 1866 เมนบอร์ดก็ต้องรองรับชนิดของแรม DDR3 1866 เช่นกัน

หากเป็นไปได้ควรซื้อแรมแบบขายมาเป็นคู่ เช่น 4 GB สองแท่งในกล่องเดียว (4 GB x 2 = 8 GB) หรือ 8 GB สองแท่งในกล่องเดียว (8 GB x 2 = 16 GB) เพราะแรมนั้นหากต้องการใช้งานแบบ Dual Channel แล้วต้องใส่เป็นคู่พร้อมกัน และแรมที่ขายคู่กันเช่นนี้มีการทดสอบมาแล้วว่าใช้งานร่วมกันจะไม่มีปัญหาอย่างแน่นอน สำหรับมาตรฐานปัจจุบันการใช้งานต่ำ ๆ ควรอยู่ที่ 8 GB แล้ว (4 GB x 2) หากใช้งานหนักหน่วงกว่านั้นเช่นการตัดต่อวิดีโอหรือทำงานกราฟิก การใช้งานสัก 16 GB ก็เป็นตัวเลือกที่ดีหากงบนั้นเอื้ออำนวย เพราะโปรแกรมเหล่านี้มักกินแรมสูงมากในขณะที่ทำการเรนเดอร์ไฟล์หรือวิดีโอหรือทำงานเป็นเวลานาน


รายละเอียด


4.VGA 

เป็นของ ASUS R7 260X DC2OC ราคา 3,560 บาท
การ์ดจอที่เลือกจะเป็นระดับกลางๆ แต่ก็สามารถปรับกราฟิกได้สวยงาม และเหมาะกับการทำงานที่ใช้การประมวลผลจาก Graphics Processing Unit   มาก ๆ เช่นงานตัดต่อวิดีโอ เป็นต้น

รายละเอียด

5.HDD
เป็นของ WESTERN DIGITAL Blue 500GB WD5000AAKX ราคา 1,520 บาท
โดยยี่ห้อนี้จะมีการแบ่งสีด้วย สำหรับผู้ใช้งานทั่วไป จะใช้งานกันส่วนใหญ่แค่สามสีแรกคือ Green, Blue, Black ซึ่งเรียงตามประสิทธิภาพโดย Green เป็นฮาร์ดดิสก์ที่เหมาะแก่การเก็บข้อมูลสำรองไว้ (เช่นการใช้งานแบบ External) และไม่ได้เรียกใช้งานบ่อย ๆ เนื่องจากประสิทธิภาพนั้นไม่ได้รวดเร็วทันใจมากนัก ส่วน Blue เป็นรุ่นระหว่าง Green, Black ที่เน้นประสิทธิภาพขึ้นมานิดหน่อย แต่ก็ยังประหยัดไฟอยู่ ส่วน Black เป็นรุ่นบนสุดที่เน้นความเร็วในการถ่ายโอนข้อมูล และแน่นอนว่ากินไฟมากที่สุดในสามสีนี้และเหมาะสำหรับการเก็บข้อมูลถ้าคาดหวังเรื่องความเร็ว เช่นเก็บเกม หรือไฟล์วิดีโอสำหรับใช้ในงานตัดต่อ

รายละเอียด

6.Case
เป็นของ COOLER MASTER Elite 311 (Black-Blue) ราคา 1,350 บาท
โดย Case ที่เลือกก็ต้องเลือกให้เข้ากับเมนบอร์ดเช่นกันค่ะ ชนิดของเมนบอร์ดจะเป็น mATX ซึ่ง Case ก็ต้องรองรับ เมนบอร์ดชนิด mATX ค่ะ

รายละเอียด

7.Power Supply
เป็นของ SUPERFLOWER Amazon 550W ราคา 1,850 บาท


รายละเอียด


8.Monitor หรือ จอแสดงผล
เป็นของ ACER E1942TC ราคา 2,970 บาท ขนาดของจอภาพแสดงผลควรเลือกขนาด 15-18 นิ้ว

รายละเอียด

ต่อไปจะทำการอัพเกรดเป็น แบบที่ 2. สำหรับ เริ่มต้นเล่นเกมมือใหม่ ในราคา 21,000 บาทค่ะ ก็จะเป็นคล้ายๆแบบแรกค่ะ แต่จะเปลี่ยนแปลงอุปกรณ์บางตัวนะคะ ทำการจัดสเปคทั้งหมดรวม 20,920 บาทค่ะ



1.CPU 

จากแบบแรก Core i3 เลยอัพเป็น INTEL Core i5-4460 ราคา 6,490 บาทค่ะ หากอยากได้เพื่อเล่นเกมหรือทำงานที่หนักหน่วง เช่น ตัดต่อกราฟิกภาพ    ใหญ่ ๆ ทำงานด้านวิดีโอ การพิจารณาเลือกใช้ซีพียูระดับบนในตระกูล FX จาก AMD หรือ i5, i7 จาก Intel จะเป็นตัวเลือกที่เหมาะ โดยเฉพาะหากมีการทำงานที่มีความซับซ้อนเช่นทำวิดีโอ หรือปั้นโมเดลสามมิติ การเลือกซีพียูระดับบนสุดจะเห็นผลชัดเจนมาก แต่หากนำมาเพื่อเล่นเกม อาจจะไม่จำเป็นต้องซื้อซีพียูในราคาที่สูงระดับนั้นก็ได้ แค่ core i5 ก็เพียงพอแล้วค่ะ

รายละเอียด



2.Mainboard หรือ Motherboard

เป็นของ ASUS H81M-A ราคา 2,150 บาทค่ะ เมื่อเปลี่ยน cpu แล้ว socket ก็เปลี่ยนด้วย เป็น LGA1150 เมนบอร์ดก็ต้องเปลี่ยนไปด้วยค่ะ เลยเลือกรุ่นนี้ที่รองรับ socket LGA1150

รายละเอียด





3.RAM

เป็นของ KINGSTON Hyper-X Fury DDR3 8GB 1600 (4GBx2) Black ราคา 1,340 บาทค่ะ RAM ก็เปลี่ยนจาก DDR3 8GB 1866 เป็น DDR3 8GB 1600 เพื่อให้เข้ากับเมนบอร์ดที่รองรับ RAM ชนิดนี้ค่ะ

รายละเอียด


4.VGA 
เป็นตัวเดิมนะคะ ของ ASUS R7 260X DC2OC ราคา 3,560 บาท 

รายละเอียด



5.HDD
เป็นตัวเดิมเช่นกันค่ะ เป็นของ WESTERN DIGITAL Blue 500GB WD5000AAKX ราคา 1,520 บาท

รายละเอียด



6.CASE
เป็นของ COOLER MASTER Elite 310 (Black-Blue) ราคา 1,290 บาท 

รายละเอียด

7.Power Supply
เป็นตัวเดิม ของ SUPERFLOWER Amazon 550W ราคา 1,850 บาท

รายละเอียด



8.Monitor หรือ จอแสดงผล
เป็นของACER S200HQLHb ราคา 2,720 บาท เมื่อจะอัพเกรดเป็นแบบเล่นเกม จอภาพก็ต้องอัพเกรดเพิ่มด้วย เพื่อความละเอียดค่ะ ถ้าใช้งานระดับสูงมากหน่อย ก็ควรเลือกจอภาพแบบ LCD 19-22 นิ้วค่ะ

รายละเอียด




ก็จบไปแล้วสำหรับการเลือกอุปกรณ์คอมพิวเตอร์นะคะ หวังว่าจะมีประโยชน์สำหรับผู้อ่าน แต่ถ้าหากผิดพลาดประการใด ก็ต้องขออภัยด้วยค่ะ ^^

ใครอยากลองจัดสเปคคอมดูก่อนซื้อ ก็ลองเข้าไปที่เว็บนี้ได้นะคะ http://notebookspec.com/PCspec?pw=1 


อ้างอิง : http://thn21556com1.blogspot.com/p/blog-page_26.html
http://www.techblog.in.th/2015/03/24/pc-spec-build-your-own-pc-guide/

วันอาทิตย์ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2559

กระบวนการเริ่มต้นระบบคอมพิวเตอร์

สวัสดีค่ะทุกๆคน มาพบกันอีกแล้ว ในวันนี้จะมาเขียนบทความเกี่ยวกับกระบวนการเริ่มต้นระบบคอมพิวเตอร์ Booting Up !! ส่วนมากเราก็จะมีแต่เปิดคอมพิวเตอร์ แล้วก็ใช้งานกันตามปกติ แต่รู้หมือไร่ เอ้ยย รู้หรือไม่ ? ว่าคอมพิวเตอร์นั้นมันทำงานอย่างไร เดี๋ยวเราไปดูขั้นตอนต่างๆกันเลยดีกว่าค่ะ

1. ต้องทำการกดปุ่ม Power On ที่เคสก่อนนะคะ


2. เมื่อเรากดปุ่ม Power On แล้ว คอมพิวเตอร์ก็จะส่งสัญญาณไปยังแหล่งจ่ายไฟ หรือ Power Supply นั้นเอง จากนั้นจะเกิดการช็อตกราวน์ที่ PIN PS-ON ที่สายคอนเนคเตอร์ค่ะ เปลี่ยนไฟฟ้ากระแสสลับ (Alternative Current : AC) เป็นไฟฟ้ากระแสตรง (Direct Current: DC) เพื่อจ่ายไฟให้กับเมนบอร์ด ซีพียู การ์ดขยาย และอุปกรณ์ส่วนอื่นๆ ด้วยปริมาณแรงดันไฟฟ้าที่เหมาะสม

3.เมื่อคอมพิวเตอร์ และส่วนประกอบต่างๆได้รับพลังงานที่เพียงพอแล้ว และแหล่งจ่ายไฟไม่มีปัญหาอะไร ก็จะสงสัญญาณโดยใช้ทรานซิสเตอร์ไปที่เมนบอร์ดและหน่วยประมวลผลของคอมพิวเตอร์ ขณะนั้นหน่วยประมวลผลก็จะทำการล้างข้อมูลที่หลงเหลือในรีจิสเตอร์หน่วยความจำ ส่งผลให้โปรแกรมเคาน์เตอร์ในซีพียูมีค่าเท่ากับ F000 ซึ่งเป็นเลขฐานสิบหก ตัวเลขนี้เป็นที่อยู่ของคำสั่งแรก และเพื่อบอกให้หน่วยประมวลผลพร้อมที่จะประมวลคำสั่งที่อยู่ใน BIOS (Basic Input/Output System)


4. ขั้นนี้เป็นขั้นทดสอบตัวเอง เรียกว่า POST (Power On Self Test) เพื่อตรวจสอบการทำงานของคอมพิวเตอร์ว่ามีการทำงานที่ถูกต้องหรือเปล่า ถ้าคอมพิวเตอร์ไม่ผ่านการทดสอบก็จะมีรหัสแจ้งเตือนเป็นเสียงขึ้นมา จะเรียกว่า Beep Code ซึ่ง Beep Code นั้น จะมีหลายรูปแบบ ดูได้ตามตารางข้างล่างนี้

(ที่มา: http://forum.dekitclub.com/index.php?topic=1143.0)


5.ถ้าคอมพิวเตอร์ผ่านการ POSTก็จะมองไปที่ 64 ไบต์แรกของหน่วยความจำที่อยู่ในชิป CMOS ซึ่งเก็บรักษาค่าที่เก็บไว้ให้คงอยู่ตลอดด้วย CMOS แบตเตอรี่ แม้คอมพิวเตอร์ถูกปิดหรือไม่มีไฟจ่ายเข้ามาชิปนี้จะบรรจุข้อมูล เช่น เวลาระบบ วันที่ และข้อมูลเกี่ยวกับฮาร์ดแวร์ทั้งหมดที่ติดตั้งในเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องนี้

นี่คือ CMOS ฺBattery ค่ะ

6.BIOS จะตรวจสอบว่าเป็น Cold Boot หรือ Warm Boot สำหรับ Cold Boot ก็เป็นการ boot เครื่องที่อาศัยการทำงานของฮาร์ดแวร์ โดยการกดปุ่มเปิดเครื่อง ( Power On ) แล้วเข้าสู่กระบวนการทำงานโดยทันที ปุ่มเปิดเครื่องนี้จะอยู่บนตัวเคสของคอมพิวเตอร์ ทำหน้าที่ปิดเปิดการทำงานโดยรวมของคอมพิวเตอร์ทั้งหมดเหมือนกับสวิทช์ของอุปกรณ์ไฟฟ้าทั่วไป ส่วน Warm Boot เป็นการ boot เครื่องโดยทำให้เกิดกระบวนการ boot ใหม่หรือที่เรียกว่า การรีสตาร์ทเครื่อง  โดยมากจะใช้ในกรณีที่เครื่องคอมพิวเตอร์ไม่สามารถทำงานต่อไปได้ (เครื่องแฮงค์) ซึ่งจำเป็นต้องมีการ boot เครื่องกันใหม่ สามารถทำได้ 3 วิธีคือ
  • กดปุ่ม Reset บนตัวเครื่อง (ถ้ามี)
  • กดปุ่ม Ctrl + Alt + Delete จากแป้นพิมพ์ แล้วเลือกคำสั่ง restart จากระบบปฏิบัติการที่ใช้
  • สั่งรีสตาร์ทเครื่องจากเมนูบนระบบปฏิบัติการ

7.ทำการทดสอบหน่วยความจำคอมพิวเตอร์(RAM) ที่ติดตั้งในคอมพิวเตอร์โดยการเขียนลงในแต่ละชิป สุดท้าย POST จะส่งสัญญาณไปยัง Floppy Drive, Optical Drive และHard Drive เพื่อที่จะทดสอบไดรฟ์เหล่านี้ หากไดรฟ์ทั้งหมดผ่านการทดสอบ กระบวนการ POST ก็จะเสร็จสมบูรณ์และสั่งคอมพิวเตอร์ให้เริ่มต้นกระบวนการของการโหลดระบบปฏิบัติการ

8. หลังการ POST คือ การเริ่มต้นกระบวนการของการโหลดระบบปฏิบัติการ BIOS ก็จะทำการ boot อุปกรณ์ตัวแรกที่ระบุไว้ ถ้าหากอุปกรณ์ไม่สามารถ boot ได้ BIOS ก็จะทำการ boot อุปกรณ์ลำดับที่ 2 หรือลำดับถัดๆไป

สำหรับวันนี้ก็มีเพียงเท่านี้ค่ะ หวังว่าจะเป็นประโยชน์ให้กับท่านที่ได้อ่านนะคะ หากผิดพลาดประการใด ก็ต้องขออภัยด้วยค่าา ^^


(อ้างอิง: http://www.suwanpaiboon.ac.th/wbi/page/na59.HTM)

วันอาทิตย์ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2559

สอบถอด - ประกอบอุปกรณ์คอมพิวเตอร์

สวัสดีค่ะ ... ครั้งนี้จะมารีวิวการถอดอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ และการออนคอมพิวเตอร์นอกเคสค่ะ ครั้งนี้ฉายเดี่ยวนะคะ เป็นการสอบที่ตื่นเต้น และกังวลมากค่ะ เพราะต้องแข่งกับเวลาด้วย 

จากการสอบครั้งนี้นะคะ จะเริ่มจากการถอดอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ออกมาให้หมดก่อน แล้วก็เช็คข้อมูลต่างๆของอุปกรณ์ค่ะ จากนั้นก็จะสลับกับเครื่องของเพื่อน พอไปทำเครื่องเพื่อน ก็เริ่มทำการออนคอมพิวเตอร์นอกเคสค่ะ ... เพื่อไม่เป็นการเสียเวลา ไปชมวิดิโอกันดีกว่าค่ะ


วิดิโอนี้อาจยังไม่สมบูรณ์เท่าไหร่ แต่ก็ตั้งใจทำเต็มที่ละค่ะ ขอบคุณที่เข้ามาชมนะคะ ^^

วันอาทิตย์ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

วัดค่าความต่างศักย์ไฟฟ้า



สวัสดีค่ะ จากครั้งที่แล้ววววววว เราได้ทำการถอดอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ ประกอบอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ ออนคอมพิวเตอร์นอกเคส ฯลฯ จากรีวิวที่ผ่านๆมา ทำให้ได้ประสบการณ์ไปเยอะเลยค่ะ แล้วผู้อ่านรู้ไหม ? ว่าในครั้งนี้เราจะมารีวิวอะไรน๊าาาาาาา ...

ครั้งนี้เราจะมารีวิวการวัดค่าความต่างศักย์ไฟฟ้าในแต่ละพินของ power supply ค่ะ


เรามาดูอุปกรณ์ที่ใช้วัดค่าความต่างศักย์ไฟฟ้ากันค่ะ 


ตัวนี้เป็นที่วัดความต่างศักย์ไฟฟ้าแบบอนาล็อกค่ะ เรียกว่า มัลติมิเตอร์แบบอนาล็อก


ตัวนี้จะเป็นที่วัดความต่างศักย์ไฟฟ้าแบบดิจิตอลค่ะ เรียกว่า มัลติมิเตอร์แบบดิจิตอล

ถ้าเป็นแบบดิจิตอลนะคะ ก็จะดูค่าง่ายกว่าแบบอนาล็อกเพราะมีตัวเลขขึ้นบอกเลย แต่ถ้าเป็นแบบอนาล็อกเราก็ต้องนับค่าตามเข็มที่ชี้ไปยังตัวเลขนะคะ แต่เราก็ควรเรียนรู้ไว้ทั้ง 2 แบบค่ะ จะได้ใช้งานเป็นทั้ง 2 แบบเลย


รู้จักอุปกรณ์ไปแล้ว ต่อไป เราไปดูตัว power supply กันค่ะ


จากภาพด้านบนจะเป็นตัว power supply ค่ะ แล้วสายหลายๆสีที่ต่อกับ power supply นั้น เราเรียกว่า สาย connector ค่ะ สายนี่นี่แหละ ที่เราจะเอามาวัดค่าความต่างศักย์ไฟฟ้า เดี๋ยวเราไปดูสาย connector กันแบบใกล้ๆดีกว่า 


จากภาพจะเป็นสาย connector นะคะ ที่เห็นมีกิ๊ฟสีดำเสียบอยู่ นั่นก็คือ เราเอากิ๊ฟดำมาเป็นตัวนำไฟฟ้า โดยการเสียบลงไปที่พินนะคะ

จากภาพด้านบน จะเป็นภาพจำลองสาย connector ค่ะ โดยจะมีทั้งหมด 20 พิน

ต่อไปเราไปดูวิดิโอการวัดค่าความต่างศักย์ไฟฟ้ากันดีกว่าค่ะ ลองดูนะคะว่าค่าจะใกล้เคียงกับภาพจำลองด้านบนหรือเปล่า


จากวิดิโอนะคะ เราจะได้ค่าใกล้เคียงกับภาพจำลองด้านบน โดยค่าที่เราวัดได้ ตามรูปภาพข้างล่างนี้เลยค่ะ


ก็จบแล้วนะคะ สำหรับการวัดค่าความต่างศักย์ไฟฟ้าของ power supply เป็นการวัดที่ง่ายนิดดเดียว คราวหน้าจะมารีวิวอะไร อย่าลืมติดตามนะค๊าาาาา สำหรับครั้งนี้ก็ขอบคุณที่เข้ามารับชมค่ะ ผิดพลาดประการใด ก็ขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยนะคะ บ๊ายยยยบายยยย ~~~~

วันเสาร์ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

เปิด - ปิด - รีเซต เครื่องคอมพิวเตอร์นอกเคส

สวัสดีค่ะ ครั้งนี้มารีวิวการเปิด - ปิด - รีเซต เครื่องคอมพิวเตอร์นอกเคสค่ะ เวลาเราจะเล่นคอมพิวเตอร์ก็จะกดปุ่มเปิดเครื่องตรงเคสกันใช่ไหมคะ แต่ครั้งนี้เราไม่ทำอย่างนั้นค่ะ เราจะไม่กดปุ่มที่เคส แต่จะทำอีกวิธี ไปดูกันค่ะ ว่าเราจะเปิดกันได้อย่างไร ...

ก่อนอื่นก็ต้องถอดเมนบอร์ด และอุปกรณ์อื่นๆออกมาก่อนนะคะ 
 



 เมนบอร์ดที่ถอดออกมาจะเป็นยี่ห้อ ASUS รุ่น P4S333-VM ค่ะ

ถอดเมนบอร์ดออกมาแล้ว ฝุ่นเต็มเลยค่ะ ดูได้จากวิดิโอ 55555
 

จากนั้นเราจะต่อสายอุปกรณ์ทั้งหมดที่ถอดออกมา แต่ไม่ต่อเข้ากับเคสค่ะ 
 
จะทำการเปิด - ปิด - รีเซตเครื่องคอมพิวเตอร์ได้โดยไม่กดปุ่มที่เคส ก็ต้องมีการศึกษาข้อมูลก่อน โดยได้มีการเปิดศึกษาข้อมูลใน Data sheet กันค่ะ
 
.
.

จากรูปข้างล่างนะคะ ที่วงกลมสีแดงไว้ก็คือปุ่มกดเวลาเปิดเครื่อง ปกติเราก็จะกดปุ่มนี้กันใช่ไหมคะ แต่ครั้งนี้เราลองไปดูวิธีอื่นกันค่ะ ว่าจะเปิดได้อย่างไร ...



จากรูปข้างบนเป็นแบบจำลองเมนบอร์ด แล้วทางฝั่งขวาที่มีลูกศรโยงออกมา นั้นคือ PIN ที่ใช้ในการเปิด-ปิด-รีเซตเครื่องคอมพิวเตอร์ค่ะ
 .
.
 
เมื่อศึกษาจาก Data Sheet แล้ว ก็ลองเอาไขควงหัวแบนมาแตะที่ PIN ค่ะ มือต้องนิ่งนะคะ ไม่งั้นแตะไม่โดน PIN ค่ะ 




เราไปดูวิดิโอกันค่ะว่าเมื่อเอาไขควงมาแตะที่ PIN ตามรูปภาพแล้ว เครื่องคอมพิวเตอร์จะติดหรือเปล่า

จากวิดิโอนะคะ เครื่องคอมพิวเตอร์เปิดได้ ปิดได้ และรีเซตได้ค่ะ เย้ๆ ^0^ 
 

ถ้าใครสนใจจะศึกษาข้อมูลเมนบอร์ดของเครื่องคอมพิวเตอร์แต่ละเครื่อง ลองศึกษาใน Data Sheet ของเมนบอร์ดแต่ละรุ่นได้ค่ะ ส่วนของใครที่เป็นยี่ห้อ ASUS รุ่น P4S333-VM สามารถศึกษาข้อมูลได้ตามข้างล่างนี้ค่ะ
 
ผิดพลาดประการใด ก็ขออภัยมา ณ ที่นี้ค่า
 
ขอบคุณที่เข้ามาชมบล็อคนี้นะคะ ^^ ~~~~

วันอาทิตย์ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

เปลี่ยน Power Supply


สวัสดีค่ะ วันนี้จะมารีวิวการเปลี่ยน Power Supply ค่ะ ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 3 แล้วที่ได้มารีวิว เราไปดูกันค่ะ ว่าครั้งนี้ได้ทำอะไรกันบ้าง

.
.
.
ครั้งนี้ทำการนำพัดลมไปเปลี่ยนกับของเพื่อน ก่อนจะทำได้ ก็ขอดูการสาธิตจากอาจารย์ก่อนค่ะ 





ก่อนอื่นต้องทำการถอดอุปกรณ์ แล้วนำพัดลมไปสลับกับของเพื่อนค่ะ
 

เมื่อถอดอุปกรณ์แล้ว ข้างในก็จะเป็นอย่างนี้ค่ะ



พอถอดออกมาแล้ว ก็จะเห็นกันใช่ไหมคะ จะเห็นว่า ข้างในนั้น ... ฝุ่นเต็มเลยค่ะ

.
.

นี่แผงวงจรค่ะ


จากนั้นเราก็จะนำพัดลมไปเปลี่ยนกับของเพื่อนนะคะ

การที่จะเอาพัดลมไปเปลี่ยนกับของเพื่อนนั้น เราก็ต้องถอดสายพัดลมที่เชื่อมต่อกับแผงวงจรออกด้วย
โดยการละลายตะกั่วด้วยหัวแร้งค่ะ ใครที่ไม่รู้จักหัวแร้ง จะเห็นได้จากภาพด้านล่างนะคะ

เมื่อละลายตะกั่วแล้ว ก็ทำการดูดตะกั่วออกค่ะ เห็นได้จากภาพด้านล่างนะคะ เพื่อนเสื้อสีชมพูทำการละลายตะกั่ว ส่วนเพื่อนเสื้อสีดำทำการดูดตะกั่วออกค่ะ

เมื่อถอดสายพัดลมออกจากแผงวงจรแล้ว ทีนี้ก็จะนำสายพัดลมไปเชื่อมกับแผงวงจรอีกแผงหนึ่งค่ะ
โดยเราต้องบัดกรีสายพัดลมนั้นเข้ากับแผงวงจร เพื่อให้สายพัดลมมันอยู่แน่นๆ  แต่ต้องจำไว้ด้วยว่าสายไหนเป็นสายไหน สายไหนอยู่ด้านไหน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดไฟฟ้าลัดวงจร




เมื่อเชื่อมเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็ทำการต่อสายไฟ และทดลองเปิดดูค่ะ ว่าพัดลมจะทำงานไหม
โดยเราจะใช้อุปกรณ์ช่วยก็คือแหนบ ซึ่งเป็นตัวนำไฟฟ้าได้ดี

เมื่อลองเสียบปลั๊กไฟแล้ว พัดลมก็ทำงานตามปกติค่ะ ถือว่าภาระกิจนี้ลุล่วงไปได้ด้วยดี 

การทดลองเปิดพัดลมเห็นแค่รูปภาพ อาจมองกันไม่ค่อยออกว่ามันจะทำงานกันยังไง งั้นไปชมวิดิโอกันค่ะ 


(ภาพอาจจะไม่ค่อยชัดนะคะ ต้องขออภัยด้วยค่ะ )